คุยเรื่อง ‘คัฟเวอร์เพลง’ เปลี่ยนดนตรีต้นฉบับสู่โหมดอารมณ์ใหม่กับ BILLbilly01

คุยเรื่อง ‘คัฟเวอร์เพลง’ เปลี่ยนดนตรีต้นฉบับสู่โหมดอารมณ์ใหม่กับ BILLbilly01

1M คือตัวเลข subscribe บนยูทูปแชนแนลคัฟเวอร์เพลงที่ชื่อว่า “BILLbilly01” ซึ่งเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กหนุ่มที่เพิ่งพ้นรั้วมหาลัยมาหมาดๆ หลายคนมองว่าตัวเลขเจ็ดหลักนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จ แต่เบื้องลึกและเบื้องหลังตัวเลขเหล่ากลับซ่อนเรื่องราวและประสบการณ์ ผ่านทัศนคติและความคิดในฐานะศิลปินเอาไว้อย่างลึกซึ้ง วันนี้เราจึงชวน “คุณบิลลี่ – ณัฐดนัย ชูชาติ” มาเปิดความคิดในฐานะคนฟัง โปรดิวเซอร์ และศิลปินในวงการเพลง

“…ความฝันสำคัญที่สุด มันถึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ศิลปินไปถึงจุดนั้น หลายคนอาจจะยังเป็นศิลปินเหมือนกัน แต่แค่อาจจะมี motivation ที่ไม่แรงพอ แต่ของผมอาจจะแรงพอ ก็คือเราก็มีฝันของเราที่อยากให้เป็นจริง สำหรับผม ชีวิตคือทำตามความฝัน”

BILLbilly01

• ความตั้งใจแรกของการทำแชนแนล BILLbilly01 บนยูทูปคืออะไร?

ความตั้งใจแรกของผมก็เหมือนอยากสร้างช่องทางบนยูทูปให้คนดู เป็นคนกลุ่มหนึ่งมาดูเรา โดยหวังว่าวันหนึ่งเราจะปล่อยเพลงของตัวเองเข้าไป แล้วคนกลุ่มนี้จะฟัง อันนี้คือเป้าหมายแรก

• แล้วเป้าหมายแรกกับเป้าหมายในตอนนี้ ยังเป็นเป้าหมายเดียวกันไหม?

เป้าหมายเดียวกันครับ แต่แค่คนละวิธีกัน เพราะว่าวิธีนั้นมันไม่ได้ผล เพลงของผมมันไม่ใช่กลุ่มคนดูกลุ่มนี้ อย่างผมคัฟเวอร์เพลงสากล แต่ว่าเพลงของผม วง Tilly Birds มันเป็นเพลงร็อค ซึ่งก็จะอีกแบบหนึ่ง

• เป้าหมายยังคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการ บอกได้ไหมว่าเปลี่ยนยังไง?

ผมคาดหวังว่าเราสร้างกลุ่มคนดูด้วยการคัฟเวอร์เพลง แล้วก็คิดว่าวันหนึ่งถ้าเราปล่อยเพลงของตัวเองเข้าไป ซึ่งก็เคยทำแล้ว แต่ก่อน Tilly Birds เคยอยู่ในช่อง BILLbilly01 มียอดวิวเยอะ แต่เป็นยอดวิวที่ไม่มีคุณภาพ เพราะว่าเขาไม่ได้ฟังเพราะอยากฟัง เขาฟังเพราะว่าเขาชอบผมเฉยๆ ซึ่งมันต่างกันครับ ผมต้องการแฟนเพลง ไม่ได้ต้องการคนติดตามเพราะอะไรอย่างอื่น มันเลยไม่ค่อยได้ผล

แล้วคนก็งงว่า Tilly Birds คืออะไร สุดท้ายผมก็เลยต้องแยกเป็นอีกแชนแนล เป็นของ Tilly Birds จริงๆ ให้เป็นกิจจะลักษณะ มันก็เลยทำให้เราเปลี่ยนเส้นทางไปเลย เพราะว่าผมคิดว่าทางนั้นไม่เวิร์ค เพราะตอนผมคิดแรกๆ เป็นมาร์เก็ตติ้งเด็ก ม.5 ตอนนี้โตแล้ว เรียนมาร์เก็ตติ้งมา ก็รู้ว่ามันยังไง ก็เลยทำช่องแยก ให้มันไปคนละทางไปเลย ผมก็ต้องแต่งตัวให้คนละแบบไปเลย

การทำคัฟเวอร์ก็ชอบนะ แต่ไม่ใช่อะไรที่อยากทำมาก แต่มันก็สนุกดี มันเหมือนสนามเด็กเล่นที่ผมสร้างมาเอง มันเป็นอะไรที่ผมไว้ลองของ ไว้ทำโน้นทำนี่ และที่สำคัญ มันเป็นที่ที่ฝึกฝีมือผม คือผมก็ต้องพูดเลยครับ คงไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีช่องนี้ คือมันก็เก่งขึ้นเยอะจากตรงนี้

BILLbilly01

• แสดงว่าช่อง BILLbilly01 เป็นแค่ช่องปล่อยของ?

ผมเรียกว่าเป็นช่องฝึก แต่ถ้าอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นอะไรที่ทำได้เรื่อยๆ เอ็นจอยได้เรื่อยๆ แต่ความฝันจริงๆ คือ Tilly Birds คืออยากเป็นวงๆ หนึ่งที่ได้ทัวร์เฟสติวัล เป็นวงที่เด็กๆ ที่โตมามีโปสเตอร์ผมอยู่ แล้วก็หัดเล่นกีต้าร์เพราะผม

• เรามีช่องคัฟเวอร์และเราก็มีวงของตัวเอง ความสนุกของการทำ 2 อย่างนี้ มันต่างกันไหม?

ต่างครับ คัฟเวอร์ อย่างที่บอกว่า มันเป็นอะไรที่เราลองทำครับ ยังไงก็ได้ ไม่มีผิดไม่มีถูก วงก็ไม่มีผิดไม่มีถูกเหมือนกันนะ แต่ถ้าทำเพลงวง มันคือออริจินอล 100% เราทำทุกอย่างใหม่หมดเลย เราสร้างทุกอย่าง มันท้าทายกว่าด้วย คือเราทำยังไงให้คนที่ไม่รู้จักเรามาชอบเรา แต่คัฟเวอร์มันง่ายมาก เพราะว่ามันจะมีกลุ่มคนที่ชอบเพลงเหล่านี้อยู่แล้ว เราก็แค่เปลี่ยนเขามาชอบเรา มันไม่ได้ยากเลยครับ แต่ว่าเพลงออริจินอลมันยากที่สุดแล้ว

• เวลาจะเลือกเพลงไหนมาคัฟเวอร์ เราเลือกจากอะไร?

หลายอย่างนะครับ เลือกเพลงที่ไม่ชอบก็มีครับ จริงๆ ทุกวันนี้ยังทำตามใจอยู่ แต่มันมีช่วงหนึ่งที่ผมจะมีลูกเล่นใหม่ให้ตัวเองในการทำคัฟเวอร์ช่องนี้ คือการทำเพลงที่ผมไม่ชอบ เพราะว่าทำเพลงที่ไม่ชอบก็จะเห็นว่าทำยังไงให้เราชอบ มันง่ายมากเลยครับ ยิ่งแบบว่าไม่ชอบมากๆ มันจะยิ่งสนุก ยิ่งเมื่อเราไม่ชอบมาก มันจะอึดอัดใจตอนแรก แต่ว่าพอได้ทำ เราชอบเวอร์ชั่นเรามากกว่าเวอร์ชั่นเขา เราก็จะรู้สึกแฮปปี้ตรงนี้ คนอื่นคิดไงไม่รู้ แต่เราคิดตรงนี้

• แล้วถ้าเป็นเพลงที่เราชอบอยู่แล้วล่ะ?

ก็ทำบ้าง แต่ว่ามันจะยากมากกว่า เพราะว่าเราชอบมันแล้ว เราจะเปลี่ยนอะไรมันล่ะ มันไม่รู้จะเปลี่ยนอะไรในเมื่องเราชอบมันแล้ว มันก็จะยากขึ้น

BILLbilly01

• การคัฟเวอร์เพลง เราใส่อะไรใหม่เข้าไปบ้าง?

ใส่ความคิดใส่ความเห็นผมต่อเพลงนั้น อย่างเพลง Paris ของ The Chainsmokers ผมก็มองว่ามันมีอะไรดีๆ ที่ผมแอบชอบ แต่ผมก็ไม่ชอบเพลงนี้ด้วย เพราะว่ามันเด็ก ผมว่าความคิดมันเป็นอุดมคติของวัยรุ่นที่ตอแหลมาก ผมฟังเพลงนี้แล้วผมรู้สึกอย่างนั้น ผมเลยอยากเปลี่ยนมันให้ลึกซึ้งขึ้น ใส่มู้ดที่ผมชอบเข้าไป แอบใส่ความโกธิคเข้าไป ถ้าผมเป็นวัยรุ่นผมตีความของเพลง The Chainsmokers ผมอาจรู้สึกว่า ผมเป็นวัยรุ่นที่อยู่กับ snapchat ทั้งวัน เป็นวัยรุ่นกลุ่มนั้นครับ ซึ่งผมอยากเปลี่ยนให้เป็นวัยรุ่นที่ แทนที่อยู่กับ snapchat ทั้งหมด ก็เป็นวัยรุ่นที่อาจจะชอบออกมาไปยืนบนทางด่วนตอนกลางคืน แล้วก็ชอบดูไฟ ใส่บุคคลให้เขามากขึ้น ที่ผมคิดว่าน่าจะเข้ากับเพลงนี้ อะไรแบบนี้แหละครับที่ผมทำเพลง ผมจะนึกอะไรแบบนี้

• แล้วมีสิ่งที่เกลียดหรือไม่ชอบทำในการคัฟเวอร์เพลงไหม?

คอมเม้นครับ ที่ขอแต่พี่วี (วิโอเลต วอเทียร์) อย่างนี้ครับ ก็เข้าใจนะครับว่าเป็นกลุ่มคนที่ตามผมกับพี่วีจริงๆ แต่ผมก็อยากฝากถึงคนดูกลุ่มนั้นว่าเปิดใจครับ ลองฟังอะไรที่ไม่คุ้นหูดูบ้างครับ แล้วชีวิตอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ชีวิตผมก็เปลี่ยนเพราะสิ่งนี้เหมือนกันครับ

• ที่ว่าชีวิตเปลี่ยนเพราะการเปิดใจ คือยังไง?

คนเรามักจะชอบฟังเพลงที่รู้จัก แล้วจะน้อยครั้งมากที่อยากฟังเพลงที่ไม่รู้จัก แต่ว่าผมได้เปลี่ยนตรงนี้ไปแล้ว ผมชอบฟังเพลงที่ผมไม่รู้จัก ผมได้อะไรมากกว่าเดิม ผมรู้ว่าเขาคงไม่อยากได้อะไรก็ได้ แต่เชื่อผมเถอะว่ามันจะได้อะไร ไม่ต้องเป็นนักดนตรีก็ได้ มันก็ได้สักอย่างอยู่ดี

อย่างเวลาเปิดเพลงในห้องแล้ว เห้ย! ไม่รู้จักเลยอะ แต่ว่าผมชอบฟังเพลงที่ไม่รู้จัก ผมจะตรงข้ามกับคนอื่นอย่างนี้ และผมคิดว่าคนไทยควรมีตรงนี้บ้าง มันเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก เป็นก้าวแรกที่เป็นรูปธรรมมาก

• แล้วมีไหมที่ตั้งใจคัฟเวอร์เพลงนี้ให้ได้แบนนี้ แต่เราทำไม่ได้ ทำไม่ถึง?

มีนะครับ มันก็เป็นเรื่องปกติในการทำผลงานก็คือการที่เราคาดหวังสูงมาก แล้วเราอาจมีเวลาไม่พอ แล้วทำออกมาได้ไม่ถึงที่หวังไว้ เช่น เพลง paris อันนี้ผมชอบที่ตัวเองทำมาก แต่อย่างที่บอกว่าเพลงต้นฉบับผมเฉยๆ ถึงไม่ชอบด้วย แต่เวอร์ชั่นผม ผมชอบมากๆ เลย ทำออกมาได้ดีมาก แต่ว่ารู้สึกว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ อาจจะทำได้ดีมากกว่านี้ รู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่ปรุงแต่งได้สุดกว่านี้

• การมียอดวิวเยอะหรือมีคนติดตามหลักล้าน คิดว่ามันคือเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จของเราหรือยัง?

สำหรับผมก็เป็นส่วนหนึ่งครับ แต่ผมก็ไม่ได้บ้าตัวเลขขนาดนั้น แต่ผมก็ซาบซึ้งที่ได้มันมา แต่ผมก็ไม่ได้ให้มันมาทำให้เรามีอีโก้มากขึ้น หรือทำให้เราเสียความเป็นตัวเรา มันก็ใช่ที่ว่าความคาดหวังของคนดู มันก็จะมากขึ้นแน่นอนแหละ แต่ว่ามันก็คือตัวเลข สุดท้ายสิ่งที่ผมจะภูมิใจคือผลงานผม ถ้าผมทำงานออกมาชุ่ยๆ แล้วได้ตัวเลขเยอะมาก ผมก็จะเสียใจมาก ผมไม่ได้อินตัวเลข

ผมคิดว่าทุกวันนี้มันมีสิ่งที่ไม่ดีกับสิ่งที่ดี ผมเลือกที่จะอยู่กับสิ่งที่ดี เลือกที่จะเป็นเพลงที่คนฟังแล้วเกิดปัญญาขึ้นครับ ผมต้องการทำเพลงดีๆ ออกมา ไม่ใช่เพลงที่สะกดจิตคนแล้วก็เป็นบ้าไปเลย ผมต้องการทำเพลงดีๆ ออกมาแค่นั้นครับ

• แล้วในฐานะศิลปิน อะไรคือสิ่งที่บ่งบอกความสำเร็จ?

คือการทำเพลงดีแล้วเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง ให้คนรุ่นต่อมาอยากมีวงดนตรีมากขึ้น ให้วงการเพลงไทยรุ่งเรืองขึ้น ให้สิ่งที่มันเคยจับต้องยาก จับต้องง่ายขึ้น และต้องไม่ให้คนมองว่าเพลงจับต้องยาก แต่ผมก็เข้าใจว่า ถ้าท้องเรายังหิวอยู่ ก็ไม่มีเวลามาสนใจว่าขายอย่างนี้มันสวยยังไงหรอก ผมก็เลยพยายามทำให้มันง่ายขึ้น แล้วก็พวกเราก็ไม่ได้ขายตรง ผมจะทำเพลงที่ทำให้วงการมีสีสันมากขึ้น ไม่ได้เจอแต่เพลงเดิมๆ ที่เดาได้ว่าจะร้องยังไงต่อ

BILLbilly01

• ความคิดนี้เป็นความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวงการเพลงในบ้านเราเลยไหม?

ครับ ผมมองเป็นเรื่องเดียวกันเลยครับ เพลง หนัง ศิลปะ ผมไม่แยกว่าศิลปะมีกี่แขนง เพลงคือศิลปะ ซึ่งถ้าพูดอย่างนี้มันจะแปลกมากเลย ทำไมศิลปินบ้านเรา คนเจอแล้ว ยังไม่มองเป็นไอดอลขนาดนั้น มันควรเป็นไอดอลมากกว่าดารานักแสดงด้วยซ้ำ เพราะว่าศิลปินเขาเป็นตัวเอง แต่นักแสดงเขาแสดงเป็นคนอื่นในหนัง แต่ทำไมเราไปยกย่องเขาให้เป็นไอดอลมากกว่าศิลปิน ผมไม่เข้าใจตรงนี้ ผมก็เลยคิดว่า มันเป็นค่านิยมคนไทยที่เวลาเจอศิลปิน ร้องเพลงนี้หน่อยสิ คือมองว่าทุกคนเป็นนักร้อง ไม่ได้มองเป็นศิลปินมาก ซึ่งตรงนี้ต้องเปลี่ยน มันควรจะให้คุณค่ามากกว่านั้น

ซึ่งการเปลี่ยนตรงนี้มันไม่ยากครับ อาจจะต้องเริ่มที่กลุ่มเล็กๆ ก่อน เริ่มที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ก่อน แล้วค่อยกระจายไปรุ่นอื่น ต่างจังหวัดยิ่งแล้วใหญ่ เพลงในยูทูปน่าจะรู้ใช่ไหมครับว่าจริงๆ แล้วตลาดหลักๆ คือเพลงอะไรในประเทศเรา

มันเป็นหลักการ clickbait มันเป็นมาร์เก็ตติ้งขายของครับ ซึ่งนี่แหละครับคือ พวกเราจะขายๆๆ จะเอาแต่ตัวเลข แต่ไม่มีใครสนเพลงแล้ว มันเละหมดแล้วครับ อะไรก็ขาย เอายอด เอาเงิน มันต้องมีวงดีๆ กลับมาได้แล้วครับ

• แล้วจะบาลานซ์ความเป็นศิลปินกับความอยู่รอดยังไง?

มันก็จะมีหลายแง่ สำหรับผมในแง่นามธรรมนะครับ ผมยอมรับว่าผมไม่ใช่คนติส ผมเป็นคนขายเก่งด้วยซ้ำ แต่ผมจะไม่ขายอะไรห่วยๆ ออกไปครับ เพราะว่าในระยะยาวมันไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น ผมอยากทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นครับ มันไม่ยากเวลาทำคลิปที่มียอดวิวเยอะ ผมก็สัมผัสมาแล้ว แล้วผมก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเพลงที่ผมทำมันไม่ดีนะ แค่เพราะว่ามันไม่ใช้เพลงของผม ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นเพลงผมเอง แล้วเป็นเพลงที่แต่งดี มียอดวิว 15 ล้านวิว ผมก็จะโอเค ผมอาจจะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีแนวคิดร่วมกับผมได้บ้างแล้ว ซึ่งผมต้องการสิ่งนั้นอยู่ ผมยังไขวคว้าสิ่งนั้นอยู่ ก็คือผมต้องการทำให้คนที่ฟังเพลง เห็นถึงปัญหาว่าทำไมมันยังมีกลุ่มคนที่เปิดใจน้อยอยู่ ทำไมวงการบ้านเราเพลงที่ได้ยินยังมีไม่กี่เพลง

ต่างจากเวลาผมไปอยู่เมืองนอก มันมีการเปิดกว้างของกลุ่มนี้เยอะมาก แต่ละกลุ่มมันอยู่ได้ เพราะว่ามันมีกลุ่มเฉพาะที่สนับสนุนผลงานประเภทนี้อยู่ ทำไมคนไทยถึงไม่ชอบเสียงตังให้เรื่องพวกนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องเดียวกัน มันมาจากรากเดียวกัน สุดท้ายเรายังมีความคิดนี้อยู่ เรายังหวังผลประโยชน์มากกว่าผลระยะยาว เราแค่คว้าสิ่งระยะสั้นๆ เราแค่ขายของเพื่อเอากำไร เอาตัวเลข แต่เราไม่ได้คิดถึงวงการ ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ทำให้ประเทศดีขึ้น

เพื่อนผมที่เป็น youtuber ก็ถามนะว่า มึงทำเพลงให้ดัง ทำไมไม่ทำ แต่นี่แหละคือสิ่งที่จะสื่อ ก็คือทำแล้วได้อะไร เราได้เงินแล้วไง วงการเพลงก็แย่ลง ซึ่งก็แค่นั้นครับ

BILLbilly01

• คิดว่าพรสวรรค์มีส่วนช่วยให้เราประสบความสำเร็จไหม?

ผมเชื่อในพรแสวงมากกว่า ผมคิดว่าผมเป็นคนไม่มีพรสวรรค์ แล้วผมก็สู้ ผมก็ฝึกมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าความฝันสำคัญที่สุด ซึ่งศิลปินแทบหลายๆ คนจะมีความคิดประมาณนี้ มันถึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ศิลปินไปถึงจุดนั้น หลายคนอาจจะยังเป็นศิลปินเหมือนกัน แต่แค่อาจจะมี motivation ที่ไม่แรงพอ แต่ของผมอาจจะแรงพอ ก็คือเราก็มีฝันของเราที่อยากให้เป็นจริง สำหรับผม ชีวิตคือทำตามความฝัน

• เวลาทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม มันก็ต้องมีช่วงขาลงบ้าง เรารับมือกับความรู้สึกในตอนนั้นยังไง?

ง่ายๆ ครับ มีขึ้น มันก็ต้องมีลง มันลงได้ มันก็ขึ้นได้ครับ คิดแค่นี้เลย ผมคิดว่าถ้าอยากให้มันขึ้น ก็ทำงานให้ดีสิ ไม่ต้องไปหาอะไรมาก ทำงานให้ดี เดี๋ยวก็มีคนมาดูเอง นั่นคือหน้าที่เราครับ

• ถ้าให้แนะนำน้องๆ ที่เขาอยากทำตามฝัน ควรให้เขาก้าวจากตรงไหน?

ผมแนะนำได้ดีที่สุดคือ ‘ทำ’ ครับ อย่าบอกตัวเองว่า ยังไม่พร้อม ทำตอนไม่พร้อมนี่แหละที่สุดแล้วครับ เพราะวันที่คุณพร้อมแล้ว คุณอาจจะไม่ทำตรงนี้แล้ว คุณอาจจะไปทำงานประจำแล้วก็ได้ เริ่มทำเลยครับ จะได้รู้ว่ามันยังไง ว่าชอบไม่ชอบ ว่าทำได้ไหม อย่างตัวผมเอง ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าผมทำงานอยู่ ผมรู้สึกว่าผมเล่นอยู่ เล่นจริงๆ ทำคลิปเล่นๆ แต่มีคนติดตามเป็นล้านคน ผมไม่เคยเรียกการทำงานผมว่า ‘งาน’

Story : Taliw
Photo : Wara Suttiwan

About the author