Interview : 20 ปี อีโบล่า – รุ่นใหญ่สายเมทัล Comeback!!

Interview : 20 ปี อีโบล่า – รุ่นใหญ่สายเมทัล Comeback!!

หากเปรียบกับชีวิตของคน เวลากว่า 20 ปี คงเป็นช่วงเข้าสู่วัย “บรรลุนิติภาวะ” ในความหมายที่ว่า เป็นผู้พบเจอประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ดั่งสายน้ำที่ทอดตัวยาวผ่านสรรพสิ่งที่ในบางครั้งก็ดูเกรี้ยวกราด ดุดัน แต่ในบางคราวก็ดูสงบนิ่ง เยือกเย็น เอื่อยไหล วนเวียนกันไปตามฤดูกาล ร้อน ฝน ลมหนาว..

เวลากว่า 20 ปี บนเส้นทางสายดนตรีของ Ebola (1997 – 2017) ที่ก่อร่างสร้างตัวกันขึ้นมาของผองเพื่อน-พี่น้อง ที่เริ่มต้นจากศูนย์ มีเพียงแค่ความรัก และอุดมการณ์บนแนวทางดนตรีที่ยากเหลือเกินหากคิดจะประสบความสำเร็จในวงกว้าง แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาสักเท่าไหร่ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว คำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคน อาจมีความหมายต่างกัน

บ้างวัดกันที่ตัวเลขยอดขาย จนกลายเป็นยอดดาวน์โหลด-ยอดวิวในปัจจุบัน

บ้างวัดกันที่จำนวนโชว์ ในแต่ละเดือน แต่ละปี ที่นำมาซึ่งรายได้ก้อนโต

แต่คำว่าความสำเร็จของ เอ๋ (ร้องนำ), กอล์ฟ (กีต้าร์), โอ๋ (กีต้าร์), เอ (เบส), พัน (กลอง) แห่งวงอีโบล่ากลับต่างออกไป

พวกเขามองว่า ขอเพียงแค่ได้เล่นดนตรีที่รักกับเพื่อนๆ 5 คน และทำให้ดนตรีเมทัลได้กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในเมืองไทยบ้าง ก็พอแล้ว

“จริงๆ แล้วเราก็ผ่านอะไรกันมาเยอะนะกับการทำงานกว่า 20 ปีของ อีโบล่า” เอ๋ เล่าถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาของทางวงและว่า “มันจะมีช่วงที่เพลงมันดัง ช่วงนั้นก็จะเป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง พอผ่านเวลาไปมันก็จะมีช่วงที่ไม่มีงาน งานน้อย มันก็แย่ แต่เราก็พยายามมองทุกอย่างให้มันเป็นบวก ก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก มันอาจเป็นช่วงเวลาที่เราต้องผ่านไป เดี๋ยวมันก็ดีเอง เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าดนตรีมันเป็นเหมือนกันหมดทั่วโลก มันเป็นเหมือนแฟชั่น ไม่ได้มีแนวใดแนวหนึ่งเป็นอมตะ หรือดังไปตลอดหลายร้อยปี มันเป็นวัฏจักรของมันไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อก่อนว่ามันจะต้องดีขึ้น อยู่ที่ว่าเราจะเหนียวแน่นกันแค่ไหน นั่นคือตัวตนของเรา ที่สำคัญคือเราทั้ง 5 คนผ่านมาทุกยุคแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอัลเทอร์เนทีฟ, อิเล็กโทรนิคส์, พังค์, เร็กเก้, ฮิปฮอป เราเลยไม่รู้สึกว่ามันต้องแย่ไปกว่านี้แล้ว (หัวเราะกันทั้งวง)

L to R : เอ, กอล์ฟ, เอ๋, พัน, โอ๋

นอกเหนือจากแนวทางดนตรีแล้วคือสมาชิกวงที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย อะไรคือเคล็ดลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่ยาวนานขนาดนั้น
โอ๋ : อย่างผมกับพี่เอ๋ก็เป็นพี่น้องกัน เรียนทันกัน แล้วก็มาเจอเพื่อนในวงที่อาชีวะเสาวภา แล้วก็มาเจอพี่เอที่ม.ราชภัฎธนบุรี เราอยู่กันมานานจนเลยคำว่าเพื่อนไปแล้ว ชอบอะไรเหมือนๆ กันจนมันกลายเป็นครอบครัว ส่วนใหญ่ถ้ามีอะไรภายในวงก็จะคุยกันเลย จะไม่เก็บไว้ ซึ่งผมคิดว่าการเก็บไว้นั่นแหล่ะคือปัญหา ผมคิดว่าการที่วงดนตรีวงหนึ่งอยู่ด้วยกันมา 5 คน ถ้าเกิดไม่ชอบอะไรขึ้นมาสักอย่างก็ต้องพูดมาเดี๋ยวนั้น แล้วเคลียร์ให้มันจบไปทีละเรื่อง เราจึงอยู่ด้วยกันมาได้จนถึงทุกวันนี้

เอาเข้าจริงๆ แล้วฝีมืออย่าง Ebola สามารถแต่งเพลงป็อปแบบเมนสตรีมลุ้นยอดวิวหลักล้านได้ไม่ยาก อยากลองมาแนวนี้บ้างมั๊ย
เอ๋ : จริงๆ แล้วเราก็ลองมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว เพลงจังหวะกลางๆ แต่สุดท้ายแล้วเราจะรู้สึกว่า อะไรมันคือเรา อะไรมันคือสิ่งที่เราชอบ เราโตมากับอะไร อย่างวันหนึ่งเพลง *สิ่งที่ฉันเป็น มันโด่งดังมาก มันก็คือเรื่องใหม่ๆ ของเรา เราก็ลองทำแล้วมันก็เออ มันได้จริงๆ เว้ย มีคนเคยบอกเราในสมัยก่อนว่าวงดนตรีร็อคๆ หนักๆ เวลามาทำเพลงช้าเนี่ย มันทำเพราะนะ ซึ่งเราก็พิสูจน์ เออ เราทำได้เหมือนกัน เสร็จแล้วเราก็มานึกต่อว่า เราจะทำอะไรต่อไปดีวะ เพราะเราทำมาหมดแล้ว อย่างวันนี้เรามีซิงเกิ้ลใหม่ สิ่งที่เราทำก็คือเราพยายามนำเสนอในสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราชอบ เราโตมากับดนตรีนูเมทัล เราก็คุยกันว่าเอาดนตรีนูเมทัลกลับมามั๊ย สังเกตว่าทุกวันนี้เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เค้าโหยหาสิ่งที่เป็นวินเทจ ซึ่งมันบังเอิญตรงกับสิ่งที่คิดไว้อยู่แล้ว และมันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ฉะนั้นเราอยากทำอะไรเราก็ทำ ทำให้มันออกมาดี ให้มันออกมาจากตัวเราก็พอ

*สิ่งที่ฉันเป็น – ซิงเกิ้ลสร้างชื่อให้กับ อีโบล่า ในวงกว้าง จากอัลบั้ม Enlighten เมื่อปี 2005 

กบ Big Ass พูดถึง Ebola ช่วงที่ทำเพลง สิ่งที่ฉันเป็น ไว้น่าสนใจมาก อยากให้ช่วยเล่าโมเมนต์นั้นให้เราฟังสักหน่อย (ชมรายละเอียดในคลิป Ebola virus disease “Episode 3”)
กอล์ฟ : ผมจะเจอพี่กบ พี่อ็อฟ (Big ass) บ่อย ก็เลยจะสนิทกับแก พี่กบเองก็เคยเขียนเพลงให้กับอีโบล่ามาก่อน อย่างชุด Pole ก็จะมีเพลง จำ กับ ในความเป็นคน ก็จะเป็นเพลงมีเดี้ยม บัลลาด พอมาในเพลง สิ่งที่ฉันเป็น มันก็จะเป็นแบบอคูสติคมาเลย มันจะใสขึ้นมาอีกระดับ ก็ได้คุยกับพี่กบซึ่งก็จะคล้ายๆ ในคลิปที่ได้เห็นกัน ผมถามแกไปว่าถ้าผมทำเพลงแบบเป็นเพลงฟังไปเลย แฟนเพลงเค้าจะคิดยังไงมั๊ย เค้าจะบ่นพวกผมมั๊ย เค้าจะว่ายังไงหรือเปล่า แกก็บอกว่าเราว่าไม่นะ จริงๆ แล้วเราสามารถเล่าเรื่องที่มันจริงจังได้ เล่าเรื่องที่มันมีมุมมองดีๆ ได้

กระแสตอบรับเพลง สิ่งที่ฉันเป็น ค่อนข้างดีมากในกลุ่มเมนสตรีม แต่ในอีกมุมหนึ่งแฟนเพลงแท้ๆ ของทางวงเค้าว่าอย่างไรกันบ้าง
เอ๋ : อืมม (นิ่งคิดสักครู่) อันนี้เป็นคำถามที่ดี จริงๆ แล้วเราเลี่ยงไม่ได้หรอกสำหรับฟีดแบ็กที่จะมีกลับมา มันเป็นเหมือนทุกวงที่ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ แล้วมีคนชอบ ที่เรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง แล้วถ้าเกิดมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วเค้าก็จะมีความรู้สึกแบบว่า เอ๊ะ.. ใช่เปล่าวะ เอ๊ะ.. ดีเปล่าวะ คือเราต้องเข้าใจตรงนั้นด้วย แต่ทีนี้สิ่งที่เราทำคือเราต้องเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้นในการทำเพลง เราทำเพลงแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมามันก็ได้แบบเดิม เราทำแล้วเราก็ต้องทำให้ดีขึ้น พัฒนาให้มันดีขึ้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะต้องโดนคนด่า เราพูดตรงๆ นะ แต่ทีนี้เราจะทำยังไงให้เพลงมันมีคาแร็คเตอร์ของวงอยู่ อย่างน้อยๆ ไอ้ความเป็นอคูสติกที่มันเป็นเพลงช้า แต่ในนัยยะของเนื้อหาซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่เคยเฉลยให้คนที่เค้าไม่เข้าใจฟังเลยนะ แต่เมื่อเวลามันผ่านไปวันนึงเราเชื่อว่าเค้าต้องเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น ซึ่งเพลงสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ แล้วเนื้อหาของมันอย่างที่พี่กบบอกเลย ณ วันนึงถ้าอีโบล่าทำสิ่งที่ต่างออกไป คุณยังจะยังรักเราอยู่หรือเปล่า คุณยังจะชอบในสิ่งที่เราเป็นอยู่หรือเปล่า ซึ่งนี่มันคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลง ถึงแม้ดนตรีของมันจะเป็นอคูสติค แต่ถ้าคุณลองฟังถึงแก่นของมันแล้วคุณจะเข้าใจ ผมเป็นคนนึงนะที่ฟังเพลงแล้วมักจะอ่านเนื้อเพลง หาคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนั้นๆ ว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร ถ้าเราศึกษามันจริงๆ เราจะไม่รู้สึกว่าวงๆ นั้นเค้าไม่ได้ทรยศต่อคนฟังเลย ผมเชื่อนะว่าคนที่เคยไม่ชอบเพลงนี้ จะกลับมาชอบเพลงนี้ เพราะอีโบล่าก็ยังคงเป็นอีโบล่าเหมือนเดิม วันนึงเราปรับเปลี่ยนวิธีการร้อง วันนึงเราปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นดนตรี เพื่อให้มันมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเพื่อให้คนส่วนใหญ่ที่เค้าไม่รู้จักเรา ได้ทำความรู้จักกับแนวดนตรีนี้มากขึ้น ซึ่งถ้าคนที่เค้าชอบอีโบล่าในยุคใหม่ๆ ฟังแล้วอาจจะกลับไปฟังเพิ่มในยุคเก่าๆ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่น่าเสี่ยง น่าลอง มันอยู่ที่เราจะกล้าแลกหรือเปล่าเท่านั้น

“จริงๆ แล้วเราเลี่ยงไม่ได้หรอกสำหรับฟีดแบ็กที่จะมีกลับมา มันเป็นเหมือนทุกวงที่ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ แล้วมีคนชอบ ที่เรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง แล้วถ้าเกิดมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วเค้าก็จะมีความรู้สึกแบบว่า เอ๊ะ.. ใช่เปล่าวะ เอ๊ะ.. ดีเปล่าวะ คือเราต้องเข้าใจตรงนั้นด้วย แต่ทีนี้สิ่งที่เราทำคือเราต้องเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้นในการทำเพลง เราทำเพลงแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมามันก็ได้แบบเดิม เราทำแล้วเราก็ต้องทำให้ดีขึ้น พัฒนาให้มันดีขึ้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะต้องโดนคนด่า เราพูดตรงๆ นะ” 

ล่าสุดมาอยู่กับ Me records และได้ร่วมงานกับฟองเบียร์*
กอล์ฟ : หลังจากเราหมดสัญญากับวอร์เนอร์ มิวสิค แล้วก็เลยได้คุยกับพวกพี่ต้น พี่หรั่ง ซิลลี่ ฟูลส์ ว่าเบียร์มันเปิดค่ายอยู่ ก็เลยได้มาคุยกับเบียร์ในตอนแรกก็โอเค เข้าใจตรงกัน เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกับเพื่อนๆ ก่อนว่ามีอย่างนี้อยู่นะ ทางเบียร์เค้าสนใจเพื่อนๆ ว่ายังไงกัน ก็ลองคุยกันดู พอคุยกันแล้วทุกคนก็รู้สึกโอเค

วิธีการทำงานยังเป็นแบบอีโบล่าเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า Me records ก็ถือเป็นค่ายใหญ่อยู่เหมือนกัน
เอ : เหมือนปกติครับ วิธีการคิดงานเค้าปล่อยเราทำเหมือนเดิมที่เคยทำกันมา แบบโอเพ่นเลย แล้วเค้าก็ช่วยซัพพอร์ทเราเต็มที่ เพราะปกติวงก็ทำเพลงกันเองตลอดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ได้ทีมงานของเบียร์มาช่วยด้านร้อง ด้านโปรโมท

ฟองเบียร์ เคยโพสเฟสบุ๊คไว้ประมาณว่า “เจ๊งก็ไม่กลัว แต่วงดนตรีแบบนี้ต้องมีทางไปต่อ” ทางวงรู้สึกยังไงกับคำๆ นี้
เอ๋ : ผมว่าโลกต้องการคนแบบนี้นะ ต้องการคนใจๆ แบบนี้ เรารู้สึกว่าวันนี้ว่าหลายๆ อย่างมันเป็นกระแส โอเคเราต้านทานกระแสไม่ได้หรอก เราต้านทานแฟชั่นอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก แต่การทำงานมันต้องมีอะไรให้คนได้เลือก ต้องมีสีสันที่มันแตกต่าง ไม่งั้นทุกอย่างมันก็จะเลี่ยนไปหมด ถ้าเราทำงานกันแบบเดิมๆ กลุ่มเดิมๆ มันก็จะเป็นแบบนี้ที่มีแต่กลุ่มเดิมๆ ที่ฟัง แต่ถ้าวันนึงมีคนกล้าที่จะลงทุน กล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะใจกับเรา กับวงอย่างเรา เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไร แต่เรากล้าแลกเพื่อที่จะให้มีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้น พัฒนาต่อไปเพื่อให้คนรุ่นหลังเราจะได้เดินต่อไปได้ เบียร์มันกล้าสร้างตำนานของมัน และถ้ามันทำสำเร็จ เดี๋ยวมันก็จะมีวงแบบนี้กลับมาอีก เหมือนวันนึงที่วงอย่าง Retrospect ประสบความสำเร็จปุ๊บ มันก็จะมีวงอย่างนี้ตามมาอีกเต็มเลย วงการมันก็จะพัฒนาขึ้น วงการดนตรีบ้านเราก็จะไม่โดนดูถูกอีกว่ามันแคบ ผมว่ามันดีต่อวงการ

.
กอล์ฟ : ขอเสริมนะครับ ผมว่าคนที่อยู่ในระดับที่มีแรง ผมขอใช้คำว่ามีแรงละกันนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงแค่เฉพาะเคส Ebola กับ Me records นะครับ ผมพูดถึงทุกๆ เคส แล้วก็ทุกๆ แนวเพลงที่แปลกกว่านี้อีก ถ้าเค้ามีโอกาส แล้วหยิบยื่นโอกาสให้ ผมว่าวงการดนตรีบ้านเรามันจะสนุกกว่านี้เยอะเลยครับ

ภาพจาก FB : @fongbeerwerecords

อาจเป็นเพราะฟองเบียร์เติบโตจากความเป็นนักดนตรีมาก่อนหรือเปล่า จึงทำให้เขามีแนวความคิดแบบนั้น
กอล์ฟ : ผมว่าใช่ เบียร์มันเริ่มจากการเป็นนักดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ จนมาถึงเป็นนักบริหาร ตามสเต็ปของเค้า เค้าคงเข้าใจจุดเริ่มต้นของการเป็นนักดนตรี เป็นนักร้อง ทุกอย่างในการทำงานดนตรี

*ฟองเบียร์ – ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ผู้บริหารค่ายเพลง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ บริษัท มิวสิคมูฟ จำกัด 

**คลิกอ่านข่าว ขายไม่ได้แล้วไง!?! EBOLA ผนึกกำลัง ฟองเบียร์ เตรียมปล่อยงานใหม่ไม่สนใจกระแส!!!

นั่นจึงเป็นที่มาของซิงเกิ้ลล่าสุด “หักคอเทวดา” เป็นยังไงบ้างซิงเกิ้ลนี้
เอ๋ : ใช่ครับ ซิงเกิ้ลหักคอเทวดาเกิดขึ้นจากพอเราได้มาอยู่ค่าย Me records เราก็คุยกันว่าเรามีทิศทางแบบนี้ แนวทางแบบนี้ เบียร์ว่าไง ซึ่งเบียร์มันก็น่ารักมาก มันบอกว่าพี่อยากทำอะไรพี่ทำเลย ทำที่เป็นตัวพี่เลย เดี๋ยวผมช่วยซัพพอร์ทเต็มที่ พอเราได้ฟังปุ๊บก็เฮ้ย ถ้าเรามาแล้วเราไม่ถูกเปลี่ยนตัวตนมันก็ดีไง เราได้ทำสิ่งที่เราชอบ แล้วสุดท้ายคือเค้ามีพลังที่จะช่วยทำให้เพลงมันเดินทางไปได้ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วอีกอย่างคือเบียร์เค้าเป็นคนที่เขียนเพลงได้หลายแนว ซึ่งเราก็ติดตามผลงานเค้ามาโดยตลอด ซึ่งมันก็เป็นส่วนเติมเต็มกับเราในแง่ที่ว่า วงดนตรีที่เล่นเพลงหนักๆ แบบนี้ แล้วถ้ามันได้เนื้อหาแบบนี้ เราว่ามันน่าจะมีโอกาส และเป็นการทดลองที่น่าสนุก ซึ่งตอนแรกพวกเราก็ทำเป็นดนตรีกับเมโลดี้ขึ้นมาก่อน แล้วส่งให้เบียร์ฟัง แล้วเล่าให้เค้าฟังว่าเพลงมันจะประมาณนี้นะ ให้เค้าเขียนออกมาให้มุมของเค้าเลย ซึ่งตอนแรกได้ชื่อเพลงมาก่อน อันนี้กอล์ฟเล่าต่อดีกว่า

.
กอล์ฟ : เบียร์เค้าโทรมาหา บอกว่าผมจะเริ่มเขียนแล้วนะครับ ผมมีชื่อเพลงแล้ว ชื่อเพลงว่าหักคอเทวดา โดยที่ยังไม่มีเนื้อ ไม่มีอะไรให้ผมเห็นเลย ผมก็แบบ… ชื่อมันแปลกๆ เหมือนกันนะ พิสดารมาก (หัวเราะกันทั้งวง) จนอีกไม่กี่วันถัดมาเราก็มาประชุมกันที่ค่าย โดยที่ตอนนั้นยังไม่ได้บอกเพื่อนๆ เลยนะเกี่ยวกับชื่อเพลง เพราะยังแอบกลัวว่าจะเปลี่ยนอีกหรือเปล่า (หัวเราะ) รอเบียร์พูดเองดีกว่า เค้าก็พูดเหมือนเดิมครับว่าชื่อเพลงหักคอเทวดา ผมก็เลยสวนกลับไปว่า เอาจริงใช่มั๊ย (หัวเราะทั้งวง)

.
เอ๋ : พอได้ชื่อเพลงมาปุ๊บ ที่นี้เค้าก็จัดเนื้อเพลงมาให้เลย ซึ่งตอนแรกผมก็เฮ้ย ชื่อเพลงแม่งแปลกๆ ว่ะ แต่พอได้ฟังเนื้อเพลง กับตัวเพลงทั้งหมดแล้วก็ เฮ้ย มันโอเคว่ะ มันเข้ากับวงเลย คือวงเราอ่ะ เป็นวงหนักๆ แบบนี้ มันก็น่าจะมีอะไรมาเสริม อย่างเนื้อเพลงนี้มันพูดได้ดีเลย คือมันพูดเรื่องความเชื่อ พวกเราเคยมีคำถามกับตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ชอบบอกตลอดเวลาว่า ข้างบนท้องฟ้ามีเทวดา มีนางฟ้า มีสวรรค์ แล้วมันมีจริงป่ะ? เราก็ไม่รู้ ประกอบกับเบียร์เค้าเขียนจากเรื่องของรุ่นพี่เค้าคนนึงซึ่งไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย แล้ว Ebola ก็ไม่เคยเขียนเรื่องแบบนี้เลย เราก็เลยคิดว่าเออ เฮ้ย ประเด็นแบบนี้มันน่าสนใจว่ะ ถ้าคุณมัวแต่วิงวอน มัวแต่ขอพร แล้วคุณแม่งไม่เคยลงมือทำเลย ชีวิตคุณแม่งจะประสบความสำเร็จได้ไงวะ ถูกป่ะ แต่ถ้าคุณเชื่อ คุณวิงวอน ขอพร แล้วคุณทำไปด้วย ชีวิตคุณแม่งก็จะประสบความสำเร็จ มันทำให้คนฟังได้กลับไปคิดต่อ แล้วพอแม่งยิ่งบวกกับซาวด์ดนตรี โห ฟังแล้วแม่งแบบ เชี้ยย โครตฮึกเหิมเลย มันใช่เลย นี่คือ Ebola “ถ้าหากบนฟ้ามีสวรรค์ นี่คือคำท้าทายจากฉัน จะไปให้ถึงที่ตรงนั้น ยึดเอามาเป็นของเรา” (เนื้อเพลงท่อนแรกของ หักคอเทวดา-ผู้เขียน) โอ้โห แค่ท่อนแรก แม่งโคตรโดนเลย

ซึ่งแก่นของมันคือสิ่งที่ Ebola ทำมาโดยตลอดอยู่แล้ว
เอ๋ : ใช่ ถูกต้อง (ตอบสวนทันที) นี่คือสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด

แก่นของเนื้อเพลงที่ว่านั่น เมื่อส่งผ่านไปถึงแฟนเพลงแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
เอ๋ : เราหวังมาโดยตลอดว่า สิ่งที่เราทำจะต้องส่งผ่านไปยังแฟนเพลงของเรา เวลาเราทำเพลง เขียนเพลง เราจะต้องมีแมสเสจในการส่งผ่านไปให้คนได้รู้สึก อย่างเวลาเราไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ก็จะมีแฟนเพลงเดินมาบอกเราว่า พี่ เพลงพี่แม่งทำให้ผมมีพลัง มันทำให้ชีวิตผมเดินต่อไปได้

ได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร
เอ๋ : ดีนะ ดีเลยล่ะ เราไม่ได้หวังหรอกว่าเพลงของเราจะต้องประสบความสำเร็จโด่งดัง ยอดขายเป็นล้านหรืออะไรแบบนี้ อย่างน้อยๆ มีคนที่ฟังแล้วเข้าใจ แล้วเอาไปใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แค่นี้แม่งก็โอเคแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มเล่นดนตรีกันมา ทำเพลงกันมา เราหวังจะให้คนได้รู้จักกับดนตรีแนวนี้ ได้เล่นดนตรีกับเพื่อนๆ 5 คน ที่เหลือถ้าหากว่ามันมีโอกาสที่ดีกว่านี้ ก็ถือว่าเป็นกำไรแล้ว

“ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มเล่นดนตรีกันมา ทำเพลงกันมา เราหวังจะให้คนได้รู้จักกับดนตรีแนวนี้ ได้เล่นดนตรีกับเพื่อนๆ 5 คน ที่เหลือถ้าหากว่ามันมีโอกาสที่ดีกว่านี้ ก็ถือว่าเป็นกำไรแล้ว”

ฟีดแบ็กของซิงเกิ้ล หักคอเทวดา เป็นอย่างไร
กอล์ฟ : ก็โอเคครับ คนฟังก็รู้สึกโอเค ทั้งดนตรี เนื้อหา รูปลักษณ์ต่างๆ นู่นนี่นั่น ก็จะรู้สึกกันว่า Ebola น่าจะมันกันแน่นอน
เอ๋ : ผมขอเสริมนะครับ พอดีว่าผมได้ไปเจอคอมเม้นท์นึง มีคนเค้าพูดถึงพวกเราว่าเค้าอ่ะเป็นแฟนเพลงของพวกเราคนนึงในยุคอันเดอร์กราว วันนึงพอเราเริ่มมีวิธีการทำเพลงที่ต่างออกไปซึ่งเค้ารู้สึกไม่ชอบ เค้าบอกเค้าไม่ฟังเลย เค้าไม่ชอบ พอกลับมาเป็นเพลงนี้หักคอเทวดา เค้าบอกว่ามันคือ Ebola มันคือตัวตนของ Ebola ซึ่งผมก็รู้สึกแม่งเป็นเรื่องที่ดีว่ะ เราดึงแฟนเพลงรุ่นเก่ากลับมาได้ อย่างน้อยก็คนนึง ผมถือว่ามันเป็นการประสบความสำเร็จแล้วกับการทำงาน แค่นี้แหล่ะ แค่นี้เอง มันทำให้เรารู้สึกชื่นใจ เราทำให้เพื่อนเก่าของเราที่เคยทะเลาะกันไป แล้วแม่งกลับมาดีกับเรา
กอล์ฟ : เหมือนแฟนกำลังแอบเคืองกันอยู่ (หัวเราะทั้งวง)

หลังจากซิงเกิ้ลหักคอเทวดาแล้ว จะมีอัลบั้มตามมาเลยมั๊ยครับ หรือว่าจะมีแผนยังไงกันต่อ
เอ๋ : สำหรับวงรุ่นนี้คงต้องทำอัลบั้มแล้วฮะ (หัวเราะทั้งวง) คงไม่ทำซิงเกิ้ลไปเรื่อยๆ อย่างวงยุคเราหลายๆ วงเค้าเริ่มกลับมาปล่อยอัลบั้มกันแล้ว เรารู้สึกอย่างนึงว่าทุกวันนี้ความเป็นวินเทจ หรือความเป็นดนตรียุคเก่าๆ มันเริ่มกลับมา คนเริ่มสนใจไวนิล คนเริ่มสนใจหาเทปคาสเซ็ทมาลองฟัง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเราควรทำซีดี เพื่อให้มันเป็นกำลังใจในการทำงาน อย่างน้อยๆ เราก็มีอัลบั้มเป็นโปรไฟล์ของตัวเองเก็บๆ ไว้ เมื่อเวลาผ่านไปพอเราได้หยิบเอาอัลบั้มของเรากลับมาดู ได้อ่านปก ได้อ่านเนื้อหาต่างๆ แล้วมันคงมีความสุขใจ ชีวิตการทำงานการทำดนตรีแล้วถ้ามันไม่มีอะไรที่จับต้องได้เลย เป็นแค่อากาศ มันว่ามันคงไม่มีความสุขหรอก แล้วผมโตมาในยุคอนาล็อกด้วยไง ต้องมี ยังไงก็ต้องมี (ดีใจกับแฟนๆ ของทางวงด้วยครับ – ผู้เขียนขอเสริม…)

ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมฟังเพลงผ่าน Music Streaming กันมากขึ้น ส่งผลให้คนไม่ค่อยซื้อเพลงที่เป็นแบบฟิซิคอลเท่าไหร่ ทางวงมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร
พัน : จริงๆ มันก็มีผลต่อซีดีเหมือนกันนะ ด้วยสถานที่ ด้วยโอกาสที่เราจะเปิดฟังซีดีบางครั้งมันก็ไม่ได้ เพราะโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนก็มีอินเตอร์เน็ตกันทุกคนอยู่แล้ว
กอล์ฟ : มันก็ได้อย่างเสียอย่างครับ ข้อดีคือแน่นอนสะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้วผมว่ามันอยู่ที่ใจของคนมากกว่า เพราะอย่างถ้าคุณฟังในไอจูน คุณเสียตังค์ คุณก็ยังได้สนับสนุนศิลปินที่คุณรักอยู่ดี หรือคุณอยากจะซื้อซีดีมาเก็บเป็นที่ระลึก ซื้อเสื้อของวง ไปดูคอนเสิร์ต ผมว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจหมด เราสนับสนุนกันได้ในหลายๆ ช่องทาง

เมื่อสักครู่พูดถึงคอนเสิร์ต อย่าง Ebola ผ่านมาหมดแล้วทั้งเวทีเล็ก เวทีใหญ่ เอาเข้าจริงๆ แล้ว สถานที่แบบไหนน่าจะเหมาะสมกับ Ebola มากที่สุด
กอล์ฟ : ของผมนี่สถานที่เล็ก ใหญ่ ไม่สำคัญครับ เล็กๆ สนุกก็เยอะครับ ใหญ่ๆ ไม่สนุกก็มี อยู่ที่จังหวะ โอกาส และรูปแบบมากกว่า
เอ๋ : ผมว่าอย่างที่กอล์ฟบอกนะครับ มันไม่สำคัญหรอกว่าใหญ่ หรือเล็ก อยู่ที่คนดูมากกว่า เค้ามีใจกับเราแค่ไหน เมื่อก่อนเราเคยไปเล่นแบบมีคนดู 5 คน 10 คน แต่แม่งโคตรสนุกกับเราเลย ถึงร้องเพลงไม่ได้แต่เค้ากระโดดกันเต็มที่ ทุกวันนี้เราผ่านมาหมดแล้ว วันที่มีคนดู หรือวันที่ไม่มีคนดู จนวันที่มีคนดูเป็นหมื่นคน ทุกสถานการณ์ เราไม่เคยกลัวเลยกับอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเกิดขึ้นหน้างาน สิ่งที่ต้องทำคือเราอยู่บนเวที เรามีหน้าที่คือทำยังไงก็ได้ให้คนสนุก แล้วทุกอย่างมันจะถูกส่งกลับมาเอง เราเคยเจอบ่อยนะพอเล่นเสร็จลงไปแล้วคนดูบอกว่าเฮ้ยพี่ ผมไม่รู้จักวงพี่นะ แต่เพลงพี่แม่งโคตรมันเลยว่ะ นั่นแหล่ะครับ คือสิ่งสำคัญ

“สิ่งที่ต้องทำคือเราอยู่บนเวที เรามีหน้าที่คือทำยังไงก็ได้ให้คนสนุก แล้วทุกอย่างมันจะถูกส่งกลับมาเอง เราเคยเจอบ่อยนะพอเล่นเสร็จลงไปแล้วคนดูบอกว่าเฮ้ยพี่ ผมไม่รู้จักวงพี่นะ แต่เพลงพี่แม่งโคตรมันเลยว่ะ นั่นแหล่ะครับ คือสิ่งสำคัญ”

ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีในวงการดนตรีไทยของ Ebola มองย้อนกลับไปเห็นพัฒนาการ หรือความเปลี่ยนแปลงของวงการนี้อย่างไรบ้าง
โอ๋ : ในมุมผมมองว่ามันมีพัฒนาการอะไรหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นนะครับ มีแนวดนตรีๆ ใหม่เพิ่มมากขึ้น ทางด้านของคนฟังเองก็เริ่มยอมรับกับแนวดนตรีใหม่ๆ ที่มีเข้ามา ส่วนตัวดนตรีเองมันก็เป็นวัฎจักรของมัน วนเวียนกันไป อะไรที่ฮิตก็ฮิตตามไปอย่างเมืองนอก แล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ซึ่งผมว่าข้อดีของมันก็คือคนฟังก็จะสามารถโตไปได้ตามดนตรี แล้วก็มีทางเลือกใหม่ๆ โลกของอินเตอร์เน็ตก็สามารถพาให้เราได้พบกับสีสันใหม่ๆ มากขึ้น โดยรวมแล้วมันพัฒนาขึ้นนะผมว่า มันไม่ได้มีอะไรแย่ลง

ติดตามวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ ในวงการเพลงไทยบ้างหรือไม่ มีวงไหนที่ชอบกันบ้าง
เอ๋ : ผมขอก่อนเลยครับ ตอบหลังเดี๋ยวซ้ำ (หัวเราะทั่ววง) ของผมที่จริงฟังเพลงค่อนข้างหลากหลายแนวนะ เมื่อก่อนเคยอยู่ร้านซีดี ก็เลยต้องฟังเพลงที่ค่อนข้างหลากหลายแนว แต่สุดท้ายแล้วที่มันอยู่ในหัวของผมมาตลอดก็คือดนตรีเมทัล อย่างทุกวันนี้ผมก็ยังฟังวงเมทัลที่อยู่กับค่าย *บานาน่า เรคคอร์ด หลายๆ วง อย่างวง Sudden Face Down วง Annalynn หรืออย่างวง Hopeless ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสียงที่ยังอยู่ในหัวเรา อีกอย่างผมก็ยังแอบเชียร์วงน้องๆ บางวงที่เห็นเค้าได้ไปเล่นเมืองนอกกันก็ยังคิดว่าเออ พวกนี้มันเก่งนะ มันพัฒนาเร็วมาก แล้วฝีไม้ลายมือมันก็ดี แล้วอีกอย่างคือเด็กๆ สมัยนี้เค้าฟังเพลงใหม่กว่าเรา เราเองยังชอบฟังวงเก่าๆ อยู่ ซึ่งเค้าก็จะเอามาเป็น Reference แล้วพัฒนาให้กลายเป็นอีกดนตรีนึงซึ่งเราคิดว่ามันดีนะ มันพัฒนาไปข้างหน้าอยู่เสมอ
กอล์ฟ : ของผมถ้าเป็นวงไทยก็จะคล้ายๆ อย่างที่เอ๋บอกไปนะครับ ก็อยากจะให้กำลังใจน้องๆ หลายวงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นวงกล้วยไทย หรืออีกหลายๆ วงให้สู้กันต่อไป พวกเราสู้ เหนียวแน่นกันเข้าไว้ วงการมันจะรอดแน่นอน อึด แข็ง กันเข้าไว้ (หัวเราะกันทั่ววง) ทุกคนเป็นกำลังใจให้กันและกันเสมอ

*Banana Record – ค่ายเพลงอินดี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2002 สร้างสรรค์งานดนตรีหลากหลายแนวไม่ว่าจะเป็นลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ไปจนถึงงานเพลง Death Metal!! และเป็นอีกหนึ่งค่ายเพลงความหวังของนักฟังเพลงอิสระทั่วประเทศ

ฝากถึงแฟนๆ
เอ๋ : ฝากผลงานใหม่ของพวกเรานะครับ หักคอเทวดา กับค่าย Me records พวกเรา Ebola ก็ห่างหายไปนาน ดาวน์โหลดกันได้ที่… ว่ายังไงครับพี่โอ๋ (หัวเราะ)
โอ๋ : ครับ ตอนนี้ดาวน์โหลดผ่านไอจูนกันได้นะครับ ส่วนดิจิตอลดาวน์โหลดที่ *492 222 269 แล้วกดโทรออกครับ
เอ๋ : จำแม่นจังวะ
โอ๋ : จดมานี่ไง (ยื่นโทรศัพท์ให้ดู-หัวเราะทั้งวง)
เอ๋ : ของผมฝากเพจ Ebola sound นะครับ (FB @ Ebolasound) ลองฟังกันดูก่อนแล้วไม่ชอบยังไงมาติชมกันในเพจ ติดตามข่าวสารต่างๆ กันได้ รวมถึงเพจ Me records ซึ่งเข้ามาอัพเดตวีดีโอใหม่ๆ ตารางคอนเสิร์ต แล้วก็ไอจีของพวกเราด้วยนะครับ @Ebolasound เช่นกัน

สมาชิกวง Ebola ประกอบด้วย
เอ๋ – กิตติศักดิ์ บัวพันธุ์ (ร้องนำ)
กอล์ฟ – วรรณิต ปุณฑริกาภา (กีต้าร์)
โอ๋ – สุรพงษ์ บัวพันธุ์ (กีต้าร์)
เอ – เชาวลิต ประสงค์สิน (เบส)
พัน – พงษ์พันธุ์ โพธินิมิตร (กลอง)

ผลงานทั้งหมดของอีโบล่า (สตูดิโอ + อีพี อัลบั้ม)
1. E.P.90 (1997)
2. In My Hate (1999)
3. Satisfy (2001)
4. Pole (2004)
5. Enlighten (2005)
6. The Way (2007)
7. 05:59 (five fifty nine) (2010)
8. Still Alive (2013)

About the author