MOVIE SHADES : La La Land ฝากฝันไว้กับดวงดาว

La La Land ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องที่ 2 ของ Damien Chazelle ปีนี้เขานำกลิ่นอายของละครบรอดเวย์และเพลงแจ๊สให้กลับมาตลบอบอวลอีกครั้ง

La La Land

หากเราย้อนเวลากลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว คงจะไม่มีใครคาดคิดว่าชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ Damien Chazelle ที่ในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 29 ปี และเพิ่งเคยกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกที่ชื่อว่า Whiplash (2014) ที่ทำต่อยอดมาจากหนังสั้นของเขา จะกลายเป็นภาพยนตร์ที่เข้าชิงถึง 5 รางวัลออสการ์ แล้วได้รับชัยชนะมาถึง 3 รางวัล ด้วยความหลงไหลในดนตรีแจ๊ส กับประสบการณ์ตรงที่เขาเคยได้รับจากครูสอนดนตรีสุดโหดของเขา ได้ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเขาขึ้นสู่ผู้กำกับภาพยนตร์แนวหน้าที่ใครๆ ก็ต่างจับตามอง

La La Land

เวลาผ่านไป 2 ปี จากนักเขียนบทธรรมดา ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับหนังสั้น สู่การต่อยอดเป็นหนังยาวที่ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปีนี้เขากลับมาใหม่อีกครั้ง และแน่นอน Damien Chazelle มีอายุได้ 31 ปีแล้ว ปีนี้เขาได้ฝากผลงานภาพยนตร์แนว Musical ที่แฝงกลิ่นไอของความเป็นแจ๊สที่อบอวลตลอดเรื่อง ในภาพยนตร์แนว Musical Romantic – Comedy ที่ชื่อว่า La La Land

La La Land

La La Land ถือว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องที่ 2 ของเขา แล้วตอนนี้ก็ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำไปแล้วถึง 7 รางวัล ซึ่งรวมรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอยู่ในนั้นด้วย ด้วยความตั้งใจที่ต้องการสรรเสริญแด่ภาพยนตร์แนว Musical ในยุค Golden Age ของ Hollywood ในยุคที่ภาพยนตร์เริ่มมีเสียง (1950 – 1960) อาทิเช่น The Jazz Singer (1927) , Singin in the Rain (1952) , Westside Story (1961) และ Marry Poppin (1961) ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้ได้เติบโตมาจากละครบรอดเวย์ แล้วก็ค่อยๆ เลือนหายลดน้อยลงตามการเวลา Damien Chazelle ได้นำภาพยนตร์แนวนี้กลับมาทำใหม่อีกครั้ง ด้วยบรรยากาศยุคเก่าที่เกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การร้อง การเต้น รวมไปถึงเสื้อผ้าการแต่งตัว ที่ทุกรายละเอียดทำออกมาได้ดีจริงๆ

La La Land

ลา ลา แลนด์ เล่าเรื่องราวความรักของคน 2 คน คือ Sebastian (Ryan Gosling) ที่ฝันอยากเป็นนักเปียโนแจ๊สที่มีชื่อเสียง และ Mia (Emma Stone) ที่ฝันอยากเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จ ทั้งคู่ได้พบกัน และได้พัฒนาความรู้สึกต่อกัน พร้อมกับผลักดันซึ่งกันและกันให้ไปให้ต่างคนต่างถึงฝัน ซึ่งระหว่างนั้นทั้งสองก็ได้พบเจอกับอุปสรรคมากมาย เหมือนกับบทเพลง City of Stars ที่เป็นเพลงธีมหลักของเรื่อง ที่ถูกนำมา arrange หลายแบบ ให้สามารถสื่ออารมณ์ของหนังได้ทุกอารมณ์ บวกกับการแสดงของทั้ง 2 นักแสดง ที่ดูเป็นธรรมชาติ พร้อมกับแทรกอารมณ์ขันให้ได้หัวเราะเรื่อยๆ ทำให้ ลา ลา แลนด์ เป็นหนังที่ดูง่าย และมีเรื่องราวที่ซึ้งกินใจ

La La Land

ความฝันของคน 2 คน ที่ต่างรู้ดีว่ากว่าจะเดินทางไปถึงฝั่งฝันนั้น จะต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง เป็นเรื่องราวที่ทุกคนที่เคยมีฝันต่างคุ้นเคยกันดี เพราะเราล้วนต่างเคยต่างสูญเสียและพลัดพรากอะไรมามากมาย กว่าเราจะเดินมาถึงจุดนี้ของชีวิตได้ และเราก็ต่างรู้ดีว่า หากว่าเราได้ทำมันให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อมาถึงวันนี้ เราก็พร้อมจะมองย้อนกลับไปแล้วยิ้มให้กับมัน แล้วบอกกับตัวเองว่า “เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงๆ” ไม่ต่างอะไรกับ Sebastian หรือ Mia หรือแม้แต่ Damien Chazelle ที่ทุกคนได้ทุ่มเททำในสิ่งที่ตนเองได้หลงใหล ด้วยความตั้งใจทั้งหมดที่มี โดยไม่สนใจว่า สุดท้ายแล้ว ทั้ง 3 คนจะสมหวังหรือไม่ เพราะระหว่างทางที่เดินมา เราทำได้ดีแล้ว และมันคือช่วงเวลาที่วิเศษมากจริงๆ

About the author

https://nospoil.wordpress.com